วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2551

“อัมมาร” ชี้ หากสภาเลือก “หมัก” กลับเก้าอี้จะกลายเป็น“สภาไร้มารยาท”

อดีตรองนายก “ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม” แนะ สภาไม่ควรเร่งรีบนากยก ควรคิดให้ดีก่อนว่าใครที่จะเป็นนายกแล้ว สามารถแก้ไขปัญหา บ้านเมืองได้ – ประธาน TDRI “อัมมาร สยามวาลา” ดักคอ ส.ส.ในสภา รวมตัวกันเลือก “หมัก” กลับมาเป็นนายก นอกจากจะสร้างความขัดแย้งเพิ่มแล้ว ยังทำให้กลายเป็น “สภาไร้มาทยาท” ที่ละเมิดคำสั่งศาลในทางพฤตินัย
นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในรายการตอบโจทย์ ทางสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ ดำเนินรายการโดยกรุณา บัวคำศรี ว่าสถานการณ์ในวันนี้แม้จะยังไม่เอื้อต่อสร้างความสงบในสังคมมากนัก เพราะแต่ละฝ่ายยังคิดต่างกันอยู่มาก แต่การที่ศาล รธน. ตัดสินให้นายสมัคร สุนทรเวช พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ถือว่าเป็นโอกาสที่ดี ที่จะสามารถแก้ปัญหาในบ้านเมืองได้ เพียงแต่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะสภาต้องใจเย็นคิดพิจารณาให้ถ้วนถี่ ว่าควรจะเลือกใครเป็นนายก เพื่อให้ปัญหาบ้านเมืองมีทางออก

ทั้งนี้ประการแรกที่ควรจะทำก็คือ สภาไม่ควรที่จะรีบโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันศุกร์ที่ 12 ก.ย.นี้ เพราะไม่จำเป็นต้องเร่งรีบขนาดนั้น เนื่องจากกฎหมายให้เวลาถึง 1 เดือน ดังนั้นรัฐบาลควรใช้เวลาคิดให้คุ้มค่าเสียก่อน เพราะการที่ไม่มีนายกอยู่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศมากมาย ก็คล้ายกับตอนที่นากยกรัฐมนตรีไปปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศ ที่สามารถมีนายกรักษาการปฏิบัติหน้าที่แทนได้

นายไพบูลย์ เสนอว่า การแก้ไขปัญหาในขณะนี้ควรให้ทุกฝ่ายมาร่วมพูดคุยกัน โดยหาคนที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายมาเป็นคนกลางในการเจรจา ก็น่าจะทำให้สามารถบรรลุข้อตกลงได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะปัญหาที่มีอยู่ทุกวันนี้มีรายละเอียดปลีกย่อยของปัญหามีอยู่มากมาย ซึ่งหากจะคาดหวังให้การแก้ปัญหาจบลงอย่างรวดเร็วคงเป็นเรื่องยาก นอกจากนี้ตนยังมองว่า การแก้ปัญหานั้นควรหาหลาย ๆ วิธีมาผสมผสานกัน เพื่อให้ได้ทางออกที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้

ด้าน ศ.ดร.อัมมาร สยามวาลา รักษาการประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่าตนเห็นด้วยเช่นกันว่าไม่ควรจะรีบเลือกนายกรัฐมนตรีในวันศุกร์ที่ 12 นี้ เพราะการทำเช่นนั้นถือเป็นการเร่งรีบจนเกินไป ซึ่งสภาควรจะใช้เวลาพิจารณาให้ดีก่อนที่จะเลือกตัวนายกคนใหม่ เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า แล้วการที่ไม่มีนายกรัฐมนตรีนานเกินไป จะไม่ส่งผลเสียต่อการบริหารประเทศอย่างที่พรรคพลังประชาชนกล่าวอ้างหรือ นายอัมมาร ตอบว่า“บางทีไม่มีคนบริหาร ดีการมีคนบริหารที่ไม่มีใครยอมรับ”

นายอัมมาร กล่าวด้วยว่า โดยส่วนตัวแล้วตนคิดว่าสภาผู้แทนราษฎรจะผิดมารยาทอย่างร้ายแรง ที่เลือกนายสมัคร กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะถึงแม้สิ่งที่สภาฯ ทำจะไม่ได้เป็นการหมิ่นศาลตามหลักนิตินัย แต่โดยพฤตินัยแล้วก็เป็นการหมิ่นศาลอย่างร้ายแรง เพราะหากเลือกนายสมัคร กลับเข้ามาอีก ก็เท่ากับว่าเหตุการณ์เมื่อวันที่ 9 ก.ย. ไม่ได้เกิดขึ้น ศาลเหมือนไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ เพราะแม้ว่าจะตัดสินไปแล้วว่าคนๆ นี้ไม่มีคุณสมบัติเป็นนายก แต่สภาผู้แทนก็ยังไม่สนใจ ยังจะให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ ซึ่งเรื่องนี้แม้ไม่ผิดกฎหมาย แต่ผิดมารยาทอย่างมาก

“มันไม่ใช่มารยาทของคุณสมัคร แต่เป็นมารยาทของสภาผู้แทนราษฎรที่เลือกท่านสมัคร และหากสภาผู้แทนราษฎร เลือกท่านจริง ผมก็ต้องยอมรับเพราะผมเป็นประชาชนธรรมดา คงไม่มีอำนาจไปทำอะไร แต่ผมก็จะตราหัวไว้ว่า เป็นสภาผู้แทนราษฎรที่ไม่มีมารยาท” นายอัมมาร กล่าว

ส่วนทางออกที่ดีที่สุดสำหรับการแก้ปัญหาการเมืองในขณะนี้ ตนมองว่าควรยุบสภา เพราะสภาพของสภาในปัจจุบันมันไปไม่ไหวแล้ว เพราะเสียงข้างมากที่นายสมัคร และพรรคพลังประชาชนมีอยู่ในสภา มันถูกต้องข้อสงสัยว่าไม่ใช่แล้ว เพราะเสียงที่แท้จริงของประชาชนส่วนใหญ่ เริ่มไม่เห็นด้วยที่จะให้เป็นเสียงข้างมากแล้ว ดังนั้นเมื่อพรรคพลังประชาชนเอง ก็ยังมีความคิดอยากจะทำประชามติเพื่อถามประชาชนว่ายังต้องการรัฐบาลชุดนี้อยู่หรือไม่ ดังนั้นก็ควรจะพูดอย่างตรงไปตรงมา ยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ไปเลยจะดีกว่า

พลังเยาวชนร่วมกู้ชาติ ขับไล่รัฐบาลทรราช

เก็บตกประมวลภาพความน่ารักในนาทีแห่งประวัติศาสตร์ และความทรงจำดีๆ ของบรรดานักเรียน นิสิต
นักศึกษา เครือข่ายเยาวชนกู้ชาติหรือ Young PAD ที่ออกมารวมตัวบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ เมื่อวันวานที่ผ่านมา เพื่อต่อต้านความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลที่ใช้อำนาจหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กรณีสั่งห้ามนิสิตนักศึกษาชุมนุมแสดงความคิดเห็นทางการเมือง










มติพปช.เอกฉันท์ดัน “สมัคร” กลับมาเป็นนายกฯ


ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการประชุม ส.ส.พรรคพลังประชาชน ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว โดย ส.ส.พปช. ยังคงสนับสนุนให้ นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม ภายหลังการประชุม ส.ส.แล้ว กรรมการบริหารพรรคได้หารือกันต่อ ล่าสุดเห็นว่าปัญหาของ นายสมัคร เช่นเรื่องคดีหมิ่นประมาทต่าง ๆ อาจต้องใช้เวลากว่าที่กระบวนการขั้นตอนยุติธรรมจะดำเนินการอีกหลายเดือน ส่วนการตัดสินใจรับตำแหน่งหรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ นายสมัคร เอง
ด้านร.ก.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน เปิดแถลงข่าว โดยระบุว่า นายสมัครไม่ได้ทำความเสียหายให้กับชาติบ้านเมือง โดยมองว่า เป็นความผิดเพียงเล็กน้อย ขณะที่แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีหมายจับ แต่แกนนำฯ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล วันนี้พรรคพลังประชาชนมีมติทำตามตามกรอบของกฎหมาย สนับสนุนหัวหน้าพรรค ตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งต้องได้รับเกียรติสูงสุดทางการเมือง
“คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นเฉพาะประเด็นว่า นายสมัครเข้าใจข้อกฎหมายคลาดเคลื่อน ท่านไม่ได้ทุจริต หรือคิดร้าย เราเห็นว่าต้องให้กำลังใจ เพราะนายสมัครเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย พรรคยืนยันมติที่ส.ส.ได้ลงไปเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา” โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าว


ที่มา:http://www.thairath.co.th/onlineheadnews.html?id=103795

'บ่นไป' พาไฟลาม !! 'ดวงปากสมัคร' ร้อน 'เหมือนทักษิณ'

แล้วคดีที่มีผู้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ของ “สมัคร สุนทรเวช” นายกรัฐมนตรี จากกรณีดำเนินรายการ “ชิมไป บ่นไป” และ “ยกโขยงหกโมงเช้า” ก็มีคำวินิจฉัยคดีชี้ขาดออกมาเมื่อเย็นวันที่ 9 ก.ย. 2551 โดยนายสมัครต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รายละเอียดก็ดังที่ทราบกันจากรายงานข่าว ซึ่งจะมีโหวตในสภา ให้กลับมาเป็นนายกฯ อีกหรือไม่? ก็รอดูกัน... ที่ไม่ต้องรอ เพราะคนชื่อสมัครมีให้ดู-มีให้ฟังมาตลอด ตั้งแต่ยังไม่เป็นนายกฯ-เป็นนายกฯ-พ้นนายกฯ ก็คือลีลาท่าทางยามพูดจา และคำพูดคำจาสไตล์ “บ่นไป...แรง ๆ” ที่สร้างประเด็นฮือฮาอยู่เป็นประจำ !?! ทั้งนี้ เส้นทางในตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” ของ “สมัคร สุนทรเวช” กับ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” ดูจะมีอะไรหลายจุดที่คล้ายคลึงกัน เช่น ถูกม็อบฮือไล่พ้นเก้าอี้เหมือนกัน, ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพฯเหมือนกัน ฯลฯ ซึ่งก็มิใช่เรื่องบังเอิญ เพราะมันมีเหตุทางการเมืองที่ติดพันกันอยู่ในช่วง 2 รัฐบาล แต่ก็มีจุดหนึ่งที่ “เหมือนโดยบังเอิญ” ทั้งที่ต่างสไตล์กัน นั่นคือ “ดวงปาก” คือ “คำพูดทำให้ร้อน” อยู่ตลอด ?!? ย้อนไปช่วงปลายปี 2548 ก่อนช่วงปลายในการเป็นนายกฯของ พ.ต.ท.ทักษิณเล็กน้อย เจ้าตัวเองเคยบอกกับสื่อยามที่ไม่อยากให้สัมภาษณ์ ประมาณว่า...ดวงช่วงนี้มีปัญหาเนื่องจาก “ดาวพุธ” จึงไม่อยากพูดมาก ซึ่งยุคนั้นหมอดูก็ลองตรวจ “ดวงปาก-ดวงคำพูด...พ.ต.ท.ทักษิณ” แล้วบอกผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ... อย่าง อ.ธนกร สินเกษม นายกสมาคมโหรแห่งประเทศไทย บอกว่า... ในเรื่องของคำพูดนั้น ดาวคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณมีลักษณะเป็นคำพูดที่มีสำบัดสำนวน คำพูดออกมาดูไม่ธรรมดา มักมีลักษณะเฉือน เหนือ และข่ม และปีนี้ (2548) พ.ต.ท.ทักษิณอายุ 56 ย่าง 57 ปี ซึ่งเมื่ออายุย่างเข้า 57 ปีแล้ว “ตามหลักโหร ดาวพุธที่เกี่ยวกับปาก พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นกาลี” พูดอะไรออกมามักทำให้คนฟังนั้นตีความผิด เข้าใจผิด ด้าน อ.เก่งกาจ จงใจพระ ประธานชมรมโหรเลขศาสตร์ ก็บอกถึงดวงคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณไว้ประมาณว่า... ดวงของ พ.ต.ท.ทักษิณในช่วงนั้น ส่งผลต่อเรื่องของคำพูด ประกอบกับบุคลิกที่เป็นคนชอบพูดตรง ๆ เวลาพูดบ่อยครั้งจะดูแข็งกร้าว ห้วน มะนาวไม่มีน้ำ ดูเหมือนคนบ้าอำนาจ ซึ่งคนมักไม่ชอบ ที่สำคัญ “พื้นดวงชะตาแบบ พ.ต.ท.ทักษิณนี้ ทำให้คำพูดมักจะให้โทษแก่ตนเอง” พูดอะไรออกไปคนก็มักตั้งแง่ ตัดกลับมาที่ปัจจุบัน ซึ่งนายสมัครก็มีคดีพูดหมิ่นประมาทคนอื่นอยู่ด้วย ก็อย่างที่ทราบว่าคำพูดมักร้อนแรง ไม่ว่าจะในตลาดสด หรือแม้แต่ในศาล ซึ่งกับ “ดวงปาก-ดวงคำพูด...นายสมัคร” นั้น อ.ภิญโญ พงศ์เจริญ นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ ระบุว่า... นายสมัครมีปากเป็นดาวพุธ หมายถึงเทพแห่งการสื่อสาร พูดเจรจา ประชาสัมพันธ์ รวมถึงการใช้สมองและความคิด ขณะนี้ลัคนาอยู่ในราศีมังกร เป็นเรือนดาวเสาร์ (ดาวพระเคราะห์) อันหมายถึงความตึงเครียด รวมทั้งความเคียดแค้น และอารมณ์ค่อนข้างรุนแรง วันเกิดนายสมัครคือวันพฤหัสฯ ซึ่งเป็นมหาจักรประจำลัคนานำกำเนิด จึงทำให้เป็นคนที่เอาแต่ใจตัวเอง พูดจากโผงผาง ดาวเสาร์เป็นกาลกิณี จึงมีการแสดงออกมาในลักษณะค่อนข้างรุนแรง ประกอบกับราหูกุมลัคนามังกร จึงทำให้มีรูปร่างหน้าตาคล้ายมังกร และขณะเดียวกันก็คล้ายพระราหูด้วย เรียกว่าได้มาตรฐานมหาจักร ทำให้มีลีลาชีวิตที่ก้าวร้าว มุทะลุ เอาแต่ใจ อีกทั้งดาวพุธ การสื่อสาร เจรจา ประชาสัมพันธ์ สถิตอยู่ในราศีพฤษภ ถูกดาวอังคารตรีโกณหน้า ซึ่งถือเป็นดาวพระเคราะห์ที่มีความรุนแรง เป็นมาตรฐานมหาจักร และดาวอังคารยังตรีโกณหลังพระราหูด้วย จึงทำให้ดาวพระเคราะห์ธาตุลมทั้งสององค์นี้ได้มาตรฐานมหาจักร “จากอิทธิพลดาวอังคารตรีโกณหน้า-หลัง ทำให้คุณสมัครไม่ค่อยยับยั้งชั่งใจ บุ่มบ่าม ไม่ยอมใคร การสื่อสารพูดจามักออกมาในลักษณะก้าวร้าว มุทะลุ ยอมหักแต่ไม่ยอมงอ” ...อ.ภิญโญชี้ ขณะที่ อ.เก่งกาจ จงใจพระ ก็ระบุว่า... นายสมัครตอนนี้พื้นดวงชะตามีดาวราหูกุมลัคนา เป็นมหาจักร บุคลิกจึงดื้อรั้น เอาแต่ใจตัว พูดจาโผงผาง ซึ่งกับเรื่องคำพูดนั้นตามตำราของหมอดูรายนี้บอกว่าปากนายสมัครคือดาวอังคาร โดยตอนนี้ดาวอังคารของนายสมัครย้ายอยู่ในราศีกันย์ เป็นมหาจักร จากเดิมดาวอังคารอยู่ในราศีพิจิก เป็นลาภะของราศีมังกรที่ลัคนาสถิตอยู่ ทั้งนี้ ที่ผ่านมานายสมัครได้ลาภเพราะปาก แต่จะเสียหายก็เพราะปาก ช่วงนี้จะย่ำแย่เพราะดาวราหูทับลัคนาเจอดาวราหูเดิมจร และยังมีดาวอังคารจรมาเจอดาวอังคารเดิมอีก ดังนั้นถึงปัญหาเล็กน้อย แต่ “เพราะปากก็อาจบานปลายยากจะแก้ไขได้ เสมือนขว้างงูไม่พ้นคอ” หมอดูรายนี้ยังชี้ถึงดาว-ถึงดวงนายสมัครช่วงนี้ สรุปได้ว่า... เป็นช่วงที่ต้องระวังเหตุกระทบกระทั่ง ทะเลาะวิวาท ถูกทรยศหักหลัง เจรจาปัญหาหลายครั้งก็ไม่สำเร็จ เกิดเรื่องเดือดร้อน สูญเสียความศรัทธา เมื่อดาวราหูจรมาถึงดาวราหูเดิมเจ้าชะตาจะป่วยไข้ การเดินทางก็จะอันตรายจากอริเก่า นอกจากนี้ เมื่อดาวราหูมาถึงดาวอาทิตย์ ก็จะมีเกณฑ์จะเกิดความทุกข์โศก พลัดพรากจากคู่ครอง และสูญเสียทรัพย์สินเงินทอง พร้อมกับการต้องโทษ “ดวงลักษณะนี้หากมีคดีความในชั้นศาล อาจถึงขั้นติดคุก” ...อ.เก่ง กาจทายทัก “พ.ต.ท.ทักษิณ-นายสมัคร” ดูเผิน ๆ แล้ว...ต่างคนก็ต่างสไตล์ แต่ดูลึกลงไปที่พื้นดวง-ดวงปากคำพูดคำจา...ดูจะคล้าย ๆ กัน แล้วลงท้ายคล้ายกันมั้ย-อย่างไร...ก็ดังที่เห็นและเป็นอยู่ ?!?!?.


ที่มา:http://www.dailynews.co.th/

จับตามติพลังประชาชน ไร้เงา “สมัคร” ร่วมประชุม

ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (11 ก.ย.) ว่า นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เดินทางมาสังเกตการประชุมของพรรคพลังประชาชน ณ ที่ทำการพรรค อาคารไอเอฟซีที เพื่อเลือกรายชื่อบุคคลมาให้ที่ประชุมสภาฯ โหวตเลือกเป็นนายกฯ คนใหม่ โดยนายยงยุทธ กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยกับนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน แต่ได้ส่งข้อความทางเอสเอ็มเอส ให้นายธีระพล นภรัมภา อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแล้ว และทางกลุ่มจะขอยืนยันจุดยืนเดิม คือให้นายสมัคร พิจารณาการกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และจะนำข้อเสนอดังกล่าวเสนอที่ประชุมวันนี้ และจะแถลงเมื่อมีข้อสรุปที่ชัดเจน
ล่าสุดการประชุมพรรคกว่า 3 ชั่วโมงยังไม่เสร็จสิ้น มีรายงานว่า มีการถกเถียงกันอย่างหนักเพื่อสรรหาบุคคลมาดำรงตำแหน่งนายกฯ ทั้งนี้ กลุ่มเพื่อนเนวิน ได้ประกาศชัดเจนจะสนับสนุนนายสมัคร เพียงคนเดียว เพราะเห็นว่าบุคคลที่เหมาะสมจะเป็นนายกฯ ที่สุด ต้องเป็นหัวหน้าพรรคเท่านั้น ส่วนบุคคลอื่นควรรอเวลาอื่น
ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า นายสมัคร นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ไม่ได้เดินทางมาร่วมประชุมครั้งนี้ มีเพียงแกนนำของแต่ละกลุ่ม รวมทั้งบุคคลที่ไม่มีสิทธิ์ยกมือโหวตในสภาฯ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย และมีข่าวลือว่า จะมีสายตรงจากลอนดอนถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อขอเสียงสนับสนุนให้ใครมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ด้านนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รักษาการรองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะนี้ปฏิบัติภารกิจที่จังหวัดเชียงใหม่ ยืนยันพร้อมทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีหากได้รับความไว้วางใจ และพร้อมจะเจรจากับทุกฝ่ายรวมทั้งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อยุติความขัดแย้งในบ้านเมือง ส่วนเรื่อง พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน จะเร่งหารือกับผู้ใหญ่ฝ่ายต่าง ๆ เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับประเทศ ซึ่งคงใช้เวลาไม่นาน

“หมัก” บรรลัย! ศาลมีมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ชี้พ้นสภาพผู้นำ


โดย ผู้จัดการออนไลน์
9 กันยายน 2551 18:02
น.มติศาลรธนเอกฉันท์ 9 เสียงเชือด “หมัก”พ้นเก้าอี้นายก-รมว.กห.ระบุ “รับจ้าง”เป็นพิธีกรชิมไปบ่นไป เข้าข่ายเป็น “ลูกจ้าง” แถมยังมีพฤติการณ์เสมือนเป็นหุ้นส่วนบริษัทที่ได้รับประโยชน์ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 267 ขณะเดียวกันยังส่อพิรุธทำหลักฐานย้อนหลังหวังตบตาให้พ้นความผิด จึงให้พ้นจากตำแหน่ง พร้อมชี้ ครม.ยังสามารถรักษาการต่อไปจนกว่าจะชุดใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่วันนี้ ( 9 ก.ย.) คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้มีกำหนดนัดอ่านคำวินิจฉัยในคำร้องที่ประธานวุฒิสภาส่งความเห็นของสมาชิกวุฒิสภา และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความสิ้นสุดการเป็นรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 ประกอบมาตรา 182 ( 7) ของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม อันเนื่องจากเป็นพิธีกรรายการ “ชิมไปบ่นไป” และ “ยกโขยง 6 โมงเช้า” ในเวลา 14.00 น. ซึ่งปรากฏว่า บรรยากาศภายในบริเวณศาลรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า โดยคณะตุลาการฯได้มีการประชุมและแถลงด้วยวาจาก่อนลงมติ ท่ามกลางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 100 กว่านาย ที่มาคอยดูแลรักษาความเรียบร้อยบริเวณโดยรอบ ขณะที่สื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศกว่า 200 คนต่างไปเฝ้ารอทำข่าว อย่างไรก็ตามเมื่อใกล้ถึงเวลานัดอ่านคำวินิจฉัย คู่กรณี นำโดยผู้ร้องคือ นาย เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา พ.อ.สันธิรัตน์ มหัทธนชาติ เลขาอนุสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวของกกต. ที่ได้รับมอบอำนาจ และนาย ธนา เบญจาธิกุล ทนายความผู้รับมอบจากนายสมัคร เดินทางรอฟังคำวินิจฉัย ขณะเดียวกันก็มีกลุ่มผู้ชุมนุมที่สนับสนุนนายสมัคร จำนวน 30 คน เดินทางมาชุมนุมหน้าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ โดยถือป้ายระบุข้อความให้กำลังใจนายสมัคร และตะโกนให้กำลังใจนายสมัครอย่างต่อเนื่อง และเริ่มมีฝนตกลงมาอย่างหนัก ลมกระโชกแรง แต่กลุ่มผู้ชุมนุมก็ยังปักหลักอยู่ แต่ได้กระจายกันหลบฝนอยู่ใต้อาคารพาณิชย์ ฝั่งตรงข้ามศาลรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อถึงเวลานัด 14.00 น. ปรากฏว่า ทางเจ้าหน้าที่ศาลฯยังไม่ยอมให้ผู้ที่เดินทางมารับฟังคำพิพากษาเข้าสู่ห้องพิจารณาคดี และนาย ไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ แจ้งว่าคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเลื่อนการอ่านคำวินิจฉัยไปเป็นเวลา 15.30 น. โดยปฏิเสธที่จะบอกถึงเหตุผลที่เลื่อนเวลาออกไป และปฏิเสธข่าวที่ระบุว่าการเลื่อนเวลาอ่านคำวินิจฉัยเพราะรอนายสมัครที่กำลังเดินทางกลับมาจากประชุมครม.สัญจรที่จ.อุดรธานี มารับฟังคำวินิจฉัยด้วยตัวเอง เมื่อถึงเวลา 15.30 น. คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนำโดยนาย ชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยโดยสาระสำคัญระบุว่า หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้อง คำชี้แจง การแก้ข้อกล่าวหา เอกสารประกอบ พยานหลักฐานอื่นทีเกี่ยวข้อง และคำเบิกความจากพยานบุคคลแล้ว เห็นว่าคดี มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ โดยมีการกำหนดประเด็นที่พิจารณาวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้อง สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 วรรค 1 (7) ประกอบมาตรา 267 เพราะเหตุผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งใดใน บริษัทเฟซ มีเดียจำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจที่มุ่งหาผลประโยชน์ กำไร หรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นลูกจ้างของบริษัทดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 บัญญัติห้ามนายกฯและรัฐมนตรีเป็นลูกจ้างของบุคคลใด เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของนายกฯ และรัฐมนตรี เป็นไปโดยชอบ ป้องกันมิให้เกิดการกระทำที่เกิดการขัดกันแห่งผลประโยชน์ อันจะก่อให้เกิดสถานะ การขาดจริยธรรมซึ่งยากในการตัดสินใจ ทำให้ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ระหว่างประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์สาธารณะเมื่อผู้ดำรงตำแหน่ง คำนึงถึงประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์สาธารณะ ฐานขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตัวกับการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่จึงขัดกันในลักษณะที่ประโยชน์ส่วนตัว จะได้มาจากการเสียไปซึ่งประโยชน์สาธารณะ “การทำให้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญดังกล่าวบรรลุผล จึงไม่ใช่แปลความคำว่าลูกจ้างในรัฐธรรมนูญมาตรา 267 เพียงหมายถึงลูกจ้างตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน หรือตามกฎหมายภาษีอากรเท่านั้นเพราะกฎหมายแต่ละฉบับย่อมมีเจตนารมณ์ที่แตกต่างกันไปตามเหตุผล และการบัญญัติกฎหมายนั้นๆ ทั้งกฎหมายดังกล่าวก็ยังมีศักดิ์ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศและยังมีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันการกระทำที่เป็นการกระทำขัดกันแห่งผลประโยชน์แตกต่างจากกฎหมายดังกล่าวอีกด้วย” นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์การปกครองประเทศ เนื่องจากตั้งรับรองสถานะของสถาบันและสิทธิและเสรีภาพของประชาชน กำหนดพื้นฐานการดำเนินการของรัฐ เพื่อให้รัฐได้ใช้เป็นหลักใช้ปรับกับสภาวะการหรือเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างถูกต้องตามเจตนารมณ์ ดังนั้นคำว่าลูกจ้างตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 จึงมีความหมายกว้างกว่าคำนิยามของกฎหมายอื่น โดยต้องแปลตามความหมายทั่วไป ซึ่งตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ได้ให้ความหมายของคำว่าลูกจ้างว่า หมายถึง ผู้รับจ้างทำการงานผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยได้รับค่าจ้าง ไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร โดยมิคำนึงถึงว่าจะมีการทำสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ หรือได้รับค่าตอบแทนเป็นค่าจ้าง สินจ้าง หรือค่าตอบแทนในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินอย่างอื่น หากมีการตกลงเป็นผู้รับจ้างทำการงานแล้ว ย่อมอยู่ในความหมายของคำว่าลูกจ้าง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 ทั้งสิ้น มิเช่นนั้นผู้เป็นลูกจ้างหรือผู้ที่รับจ้างรับค่าจ้างเป็นรายเดือนในลักษณะสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีก็สามารถทำงานต่อไปได้ โดยเปลี่ยนค่าตอบแทนจากค่าจ้างรายเดือน มาเป็นสินจ้างตามการทำงานที่ทำ เช่น แพทย์เปลี่ยนจากเงินเดือนมาเป็นค่ารักษาตามจำนวนคนไข้ ที่ปรึกษากฎหมายก็เปลี่ยนจากเงินเดือนมาเป็นค่าปรึกษาหรือค่าทำความเห็นมาเป็นรายครั้ง ซึ่งก็ยังผูกพันกันในเชิงผลประโยชน์ กันอยู่ระหว่างเจ้าของกิจการกับผู้ที่รับทำงานให้ เห็นได้ชัดเจนว่ากฎหมายย่อมไม่มีเจตนารมณ์ให้หาช่องทางหลีกเลี่ยงให้ทำได้โดยง่าย ข้อเท็จจริงได้จากการไต่สวนนายสมัคร หลังจากผู้ถูกร้องเข้ารับตำแหน่งนายกฯ แล้วยังเป็นพิธีกรในรายการ “ชิมไปบ่นไป” และ” ยกโขยงหกโมงเช้า” ให้กับบริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด เมื่อพิเคราะห์ถึงลักษณะกิจการงานที่บริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด ได้กระทำร่วมกันกับผู้ถูกร้องมาโดยตลอดเป็นเวลาหลายปี โดยบริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด เพื่อมุ่งค้าหากำไร ไม่ใช่เพื่อการกุศลสาธารณะ และนายสมัคร ได้รับค่าตอบแทนอย่างสมฐานะ และภารกิจเมื่อได้กระทำในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งเป็นนายกฯ จึงเป็นการกระทำและนิติสัมพันธ์ที่อยู่ในขอบข่ายที่มาตรา 267 ประสงค์จะป้องปรามเพื่อไม่ให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนกับภาคธุรกิจเอกชนแล้ว ทั้งยังปรากฏจากคำให้สัมภาษณ์ของผู้ถูกร้องในหนังสือสกุลไทย ฉบับที่ 47 ประจำวันอังคารที่ 23 ต.ค. 44 หน้า 37 อีกด้วยว่า การทำหน้าที่พิธีกรกิตติมศักดิ์รายการโทรทัศน์ ชิมไปบ่นไป ที่ออกอากาศทุกวันเสาร์เวลา 10.30 น. - 11.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ผลิตรายการโดยบริษัท เฟซ มีเดีย จำกัดนั้น นายสมัคร ได้รับเงินเดือนจากบริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด เดือนละ 8 หมื่นบาท สำหรับหนังสือของนายศักดิ์ชัยที่มีถึงนาย สมัคร ลงวันที่ 15 ธ.ค. 50 ปรึกษาว่าจะดำเนินการอย่างไรในการเป็นพิธีกรรับเชิญในรายการชิมไปบ่นไป และหนังสือของนายสมัครมีถึงนาย ศักดิ์ชัย ลงวันที่ 25 ธ.ค. 2550 แจ้งว่า “ จะทำให้เปล่าๆ โดยไม่ได้รับเงินค่าตอบแทนเป็นค่าน้ำมันรถเหมือนอย่างเคย “ นั้น นายสมัครไม่เคยแสดงหนังสือทั้ง 2 ฉบับนี้มาก่อนจนถูก กกต. เรียกให้ชี้แจง โดยนายสมัคร ชี้แจงเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 51 และยังคงยืนยันเสมือนว่าก่อนเดือนธ.ค. 50 ได้รับค่าตอบแทนเป็นค่าน้ำมันรถเท่านั้น ซึ่งขัดแย้งกับคำเบิกความของนางดาริกา รุ่งโรจน์ พนักงานบัญชีของ เฟซ มีเดีย จำกัด และหลักฐานทางภาษีอากร ที่ว่าก่อนหน้านั้นว่า นายสมัครได้รับค่าจ้างแสดง ไม่ใช่ค่าน้ำมันรถ อันเป็นข้อพิรุธ ส่อแสดงว่าเป็นการทำหลักฐานย้อนหลัง เพื่อปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าตอบแทนของนายสมัคร อีกทั้งนายสมัครเองเบิกความว่าไม่ได้รับค่าน้ำมันรถ และค่าใช้จ่าย น่าจะเป็นการนำเงินไปให้คนขับรถมากกว่า ก็ขัดแย้งกับคำชี้แจงของนายสมัครเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 51 ที่ให้การว่า การที่ได้รับเชิญไปในรายการ “ชิมไปบ่นไป” น่าจะได้รับค่าพาหนะ โดยค่าพาหนะจะได้รับเฉพาะเมื่อได้ไปออกรายการเท่านั้น ถ้าไม่ไปออกรายการตามที่เชิญมากก็ไม่ได้รับค่าพาหนะ จึงรับฟังเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้ “พยานหลักฐานทั้งหมดมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า นายสมัคร ทำหน้าที่พิธีกรในรายการ “ชิมไปบ่นไป” หลังจากเข้าดำรงตำแหน่งนายกฯ แล้ว โดยยังคงได้รับค่าตอบแทนที่มีลักษณะเป็นทรัพย์สินจาก บริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด ดังนั้นการที่เป็นพิธีกรให้แก่บริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด จึงเป็นการรับจ้างการทำงานตามความหมายของคำว่า “ลูกจ้าง” ตามนัยแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา 267 แล้ว เป็นการกระทำอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 ความเป็นรัฐมนตรีของนายสมัคร จึงสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 วรรคหนึ่ง(7) “ อย่างไรก็ตามตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 6 คน เห็นว่านายสมัคร เป็นลูกจ้างของบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด เป็นการกระทำอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในปัญหาว่า นายสมัครดำรงตำแหน่งใดในบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด หรือไม่อีก ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีก 3 คน เห็นว่าการเป็นพิธีกร การใช้ชื่อรายการ “ชิมไปบ่นไป” และใช้รูปใบหน้าของนายสมัคร ในรายการของบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด เป็นการตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันพึงได้แก่กิจการที่ทำ ในลักษณะที่เป็นหุ้นส่วนร่วมกัน ดังนั้นการกระทำของผู้ถูกร้องให้แก่บริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด จึงเป็นการดำรงตำแหน่งในห้างหุ้นส่วน โดยมุ่งหาผลกำไร หรือรายได้มาแบ่งปันกัน และไม่จำต้องวินิจฉัยในปัญหาว่า นายสมัคร เป็นลูกจ้างบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด เป็นการกระทำอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 หรือไม่อีก อาศัยเหตุผลข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญโดยมติเอกฉันท์ จึงวินิจฉัยว่านายสมัคร กระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 มีผลให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 วรรคหนึ่ง(7) และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว จึงเป็นเหตุให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 180 วรรคหนึ่ง(1) แต่ด้วยความเป็นรัฐมนตรีของนายสมัคร ที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ เป็นการสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ทำให้รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีที่เหลือ จึงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 181 รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 6 เสียงที่เห็นว่า การรับจ้าง เข้าข่ายเป็นลูกจ้าง ตามนัยมาตรา 267 ของรัฐธรรมนูญนั้น ประกอบด้วยนาย ชัช ชลวร นาย วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ นาย จรูญ อินทจาร นายจรัญ ภักดีธนากุล นาย เฉลิมพล เอกอุรุ นาย อุดมศักดิ์ นิติมนตรี ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 3 เสียงที่เห็นว่าพฤติการณ์ของนายสมัครเข้าข่ายการเป็นหุ้นส่วนกับบริษัท เฟชมีเดีย จำกัด ประกอบด้วย นายบุญส่ง กุลบุปผา นายสุพจน์ ไข่มุกด์ และนาย นุรักษ์ มาประณีต สำหรับบรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาล ทันทีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ส่งเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีอย่างกึกก้อง ขณะที่บริเวณสะพานมัฆวาน กลุ่มนิสิตนักศึกษาเยาวชนพันธมิตรฯ (Young PAD)ที่มาชุมนุมขับไล่นายสมัคร ได้โห่ร้องแสดงความยินดีเช่นกัน หลังจากนั้น "หรั่ง ร็อคเคสตร้า" ได้ขึ้นเวทีนำร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ตามด้วยเพลงเราสู้ หลังจากนั้น ตัวแทนนักศึกษาได้ขึ้นเวทีกล่าวปราศรัยว่า ถ้า ส.ส.พรรคพลังประชาชนยังลงมติเลือกนายสมัครกลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง ทางกลุ่มนิสิตนักศึกษาก็จะยังปักหลักชุมนุมขับไล่อยู่ที่นี่ต่อไป หลังจากนั้นได้มีมีการเปิดวีดีโอเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก ตามด้วยคำให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศของนายสมัคร ในช่วงเข้ารับตำแหน่งนายกฯ ใหม่ๆ ว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ไม่มีคนตายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่มีคนตายที่สนามหลวงเพียงแค่คนเดียว ด้าน ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าผู้เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายมหาชน ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินเช่นนี้ออกมา นายสมัครก็ไม่ควรจะกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีก เพราะเป็นเรื่องที่ขัดต่อคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมืองที่ทั่วโลกยึดถือปฏิบัติ “มันคงอธิบายให้โลกทั้งโลกฟังไม่ได้ว่า นายกรัฐมนตรีกระทำการขัดในเรื่องประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม ในคำวินิจฉัยบางส่วนยังระบุด้วยว่าเชื่อได้ว่ามีการทำพยานหลักฐานขึ้นใหม่ จึงเป็นเรื่องจริยธรรมที่ลึกซึ้ง” นายบวรศักดิ์กล่าว นายบวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้ถือว่ามีลักษณะค่อนข้างยึดเจตนารมณ์ตามกรอบรธน. เช่น การวินิจฉัยคำว่าลูกจ้าง ถ้าว่ากันตามความเข้าใจของนักกฎหมายทั่วไป ก็ตีความตามกฎหมายแพ่ง ตามกฎหมายแรงงาน แต่ศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้ก็ตีความว่าทำให้เอกชนมีอำนาจเหนือหน้าที่ หรืออย่างแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา กรณีปราสาทพระวิหาร ก็ตีความกว้างว่า คือรัฐธรรมนูญบัญญัติว่า สนธิสัญญาที่ต้องขอความเห็นชอบจากสภานั้นคือสัญญาที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย แต่ศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้ ก็มองว่า อาณาเขตไทยไม่ใช่ต้องได้มาหรือเสียตรงๆ แต่อาจทำให้อาณาเขตไทยมีปัญหาก็เข้ามาตรานี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เสียหาย แต่เป็นสิ่งที่ดีสังคมไทยจะได้ไม่ต้องมาถกเถียงกันอีก หรืออย่างเรื่องเมื่อมีคำวินิจฉัยให้นายกฯขาดคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งแล้วจะรักษาการต่อได้หรือไม่ รัฐธรรมนูญก็เขียนไม่ชัด ซึ่งอาจทำให้เข้าใจว่า นายกฯพ้นตำแหน่ง ครม.พ้นตำแหน่ง ก็รักษาการต่อได้ ศาลรัฐธรรมนูญก็บอกชัดเจนว่า ครม.รักษาการต่อได้ ยกเว้นนายกฯ พปช.ด้านดัน"หมัก"นั่งต่อ คาดพรุ่งนี้เสนอชื่อเข้าสภาฯ ด้านนายกานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน (พปช.) กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ทางพรรคพลังประชาชนจะสนับสนุนให้นายสมัคร มาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง เว้นแต่นายสมัครจะถอดใจ ไม่ยอมรับตำแหน่งเอง อย่างไรก็ตามทางพรรคได้เตรียมชื่อของนายกฯสำรองไว้แล้ว ซึ่งทางพรรคจะเรียกประชุมด่วน เพื่อหารือในเรื่องดังกล่าว รวมถึงการเสนอชื่อนายกฯคนใหม่ คาดว่าวันพรุ่งนี้ (10 ก.ย.) จะนำเสนอเป็นวาระด่วนเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ "รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 มีหลายมาตรา ที่ทำให้การบริหารประเทศเดินต่อไปไม่ได้ ซึ่งคดีนี้หยุมหยิมเกินไป เพราะทำรายการเพียงเล็กน้อยก็ยังทำไม่ได้ จึงควรมีการพิจารณาแก้ไข" นายกานต์ กล่าว

วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2551

ระทึก! "สมัคร" เหนี่ยวเก้าอี้ "นายกฯ" 2 ฝ่ายต่างเกทับมั่นใจคำตัดสินเชือดคดี "ชิมไปบ่นไป"

2 ฝ่ายต่างเกทับมั่นใจในคำตัดสินชี้ขาดคุณสมบัตินายกฯ "สมัคร" ระทึกศาล รธน. อ่านคำวินิจฉัยปิ๋วเก้าอี้หรือไม่ เจ้าตัวเบิกความอ้างจัดรายการ "ชิมไปบ่นไป" ไม่คิดว่าเป็นความผิด เจ้าของรายการให้การค่าจ้างให้โชเฟอร์ สาบานกลางศาลถ้าเรียกร้องเงิน "ค่าตัว" ขอให้บรรลัย
สมัครลุ้นระทึก ศาลรธน.วินิจฉัยปิ๋วจากตำแหน่ง
เช้าวันเดียวกัน นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง ในการไต่สวนพยานเพื่อชี้แจงต่อคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีนายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธานออกนั่งบัลลังก์ กรณีประธานวุฒิสภาส่งคำร้องของส.ว.และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ในฐานะผู้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี ของนายสมัคร กรณีดำเนินรายการ "ชิมไปบ่นไป" และ “ยกโขยงหกโมงเช้า” ตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 182 วรรคหนึ่ง (7) และมาตรา 267 ประกอบ 182 วรรคสาม และมาตรา 91 โดยมีพยานผู้ถูกร้อง 2 ปากคือ นายสมัคร และนายศักดิ์ชัย แก้ววรรณีสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด ขณะที่นายธนา เบญจาธิกุล ผู้รับมอบอำนาจจากผู้ถูกร้อง นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหาในฐานะผู้ร้อง 1 และพ.อ.สันธิรัตน์ มหัทธนชาติ เลขาอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงในฐานะผู้ร้องที่ 2 ซึ่งเป็นผู้แทนจากกกต. ทำหน้าที่ซักถามพยานผู้ถูกร้องทั้ง 2 ปาก อย่างละเอียด โดยคณะตุลาการ นัดรับฟังคำวินิจฉัยคดีนี้ในวันที่ 9 กันายน เวลา 14.00 น.
อ้างทำชิมไปฯ"ไม่คิดว่าเป็นความผิด"
การไต่สวนพยานเริ่มขึ้นในเวลา 09.00 น. นายสมัคร เบิกความว่า เริ่มทำรายการ “ชิมไปบ่นไป” ตั้งแต่ปี 2543 โดยบริษัท เฟซมีเดีย จำกัด ชวนให้เป็นวิทยากรเพื่อให้มาบรรยายเรื่องการทำอาหาร ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้ว่าฯกทม. ส่วนค่าตอบแทนไม่เคยเรียกร้อง เพราะจะให้แต่ค่ารถและค่าน้ำมันแก่คนสนิทของตน ในระยะหลังก็ให้ค่าทำอาหารด้วย ส่วนการบันทึกเทปได้บันทึกเป็น 1 วันออกอากาศได้ 4 ตอนสามารถใช้ออกอากาศได้ 1 เดือน ที่บอกว่า ได้รับเงินเดือน 1 แสนบาทขอปฏิเสธว่าไม่เคยได้รับ แค่มาทำก็ได้ไม่มาทำก็ไม่ได้ ทางบริษัทเคยถามว่าจะทำรายการต่อได้หรือไม่ ปรึกษากับทางนักกฎหมายก็บอกว่าเป็นเรื่องรับจ้างไม่ใช่ลูกจ้าง ในข้อบังคับห้ามเป็นลูกจ้าง ก็เลยทำต่อไป หลังดำรงตำแหน่งนายกฯ เมื่อ 6 กุมภาพันธ์ มีคนทักท้วง จึงยุติออกอากาศทั้งสองรายการ
จากนั้น ศาลรัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้ นายเรืองไกร ซักถามนายสมัครว่า เมื่อรับตำแหน่งก็ออกรายการจนมีคนทักท้วง เทปที่บอกว่า ถ่ายครั้งหนึ่งใช้เวลาออกอากาศ 4 ตอน ช่วง 6 กุมภาพันธ์ – 18 พฤษภาคม 2551 น่าจะเป็นช่วงที่ทำรายการไปบางส่วนแล้วใช่หรือไม่ นายสมัคร บอกว่า "ผมไม่คิดว่าเป็นความผิดก็ทำไป ความผูกพัน 7 ปีแล้วก็ทำจนคุ้นเคย"
สาบานถ้าเรียกร้องเงินให้บรรลัย
นายเรืองไกรถามว่า หลังจากเป็นนายกฯไม่ขอรับค่าตอบแทนแต่รับค่าน้ำมันและค่าซื้ออาหาร นายสมัครได้รับครั้งละ 3,000-5,000 บาทจริงหรือไม่ นายสมัคร ตอบว่า "เป็นการให้คนขับรถ ส่วนรายการของผมไม่เคยเรียกร้องสักบาท ถึงไม่ให้ผมก็ทำ เพราะผมชอบทำของผม ถ้าจะเลิกผมก็ต้องเลิกต้องพิสูจน์ว่า หลังเป็นนายกฯผมเคยได้รับเงินจากบริษัทหรือไม่ แต่ที่ผมไม่คิดว่าผิดเพราะทนายบอกว่าเป็นรับจ้างไม่ใช่ลูกจ้าง ผมทำเพราะเห็นว่าไม่ผิด พอมีคนทักท้วงก็หยุด"
ต่อมา พ.อ.สันธิรัตน์ มหัทธนชาติ เลขาอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงในฐานะผู้ถูกร้องที่ 2 ตัวแทนจากกกต. ได้ซักถามนายสมัครต่อว่า ในรายการชิมไปบ่นไป และยกโขยงหกโมงเช้านายสมัครเคยเรียกร้องผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่ นายสมัคร ยืนยันว่า ไม่มี "ผมสาบานด้วยความสัตย์จริงทุกประการผมไม่เคยเรียกร้องเลย ถ้าเรียกร้องอะไรเขา ขออย่าให้ผมมีความเจริญรุ่งเรืองบรรลัยวายวอด แต่ถ้าหากผมไม่ทำอย่างนั้น ขอให้ผมมีความเจริญรุ่งเรือง”
บ่นทำมา7ปีมีเรื่องตอนเป็นนายกฯ
หลังจากผู้ร้องที่ 1 และ 2 ซักถามเสร็จ คณะตุลาการที่นั่งบนบัลลังก์ ซักถามนายสมัคร เพิ่มเติม โดยสอบถามว่า ปี 2550 ดูตารางการเสียภาษีทางบริษัทเฟซฯ ชำระให้ในแบบภงด. 3 เมื่อดูจากกรมสรรพากรส่งมาให้ในปีที่ผ่านมา คำนวณได้ 8 แสนบาทใช่หรือไม่ นายสมัคร กล่าวว่า "ใกล้เคียงตามเอกสารไม่ผิด เอกสารถูกต้อง หลังจากรับตำแหน่งนายกฯได้ทำรายการ 2 -3 ครั้ง เพราะหากรับค่าตอบแทนก็อาจมีเรื่องได้ ส่วนค่าน้ำมันก็จ่ายให้คนขับรถเท่านั้น และไม่ทราบหรือไม่สนใจว่าค่าน้ำมันได้ให้คนขับรถหรือไม่ เพราะไม่เคยแตะต้องเงินของคนขับรถ และคนขับรถเป็นคนใกล้ชิดของผมซึ่งดูแลการใช้จ่ายเงินของเขาเอง ส่วนรายการที่มีสัญลักษณ์การ์ตูนเป็นนายสมัครมีจมูกเป็นรูปชมพู่นั้น ใช้มาตั้งนานหลายปี สัญลักษณ์ของรายการสื่อตัวถึงนายสมัคร เพราะทำมา 7 ปี ผมเป็นนายกฯก็มีเรื่อง ถ้าไม่เป็นนายกฯก็ไม่มีเรื่อง"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างขึ้นให้การต่อศาลนั้นนายสมัคร มีท่าทีในการตอบคำซักถามของนายเรืองไกรด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ดุดัน กระทั่งให้การเสร็จเมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. จึงได้ขออนุญาตศาลออกจากห้องพิจารณาคดีเพื่อไปปฏิบัติภารกิจทันที และขึ้นรถออกไปจากศาลรัฐธรรมนูญอย่างรวดเร็ว
เจ้าของรายการให้การค่าจ้างให้โชเฟอร์
จากนั้น นายศักดิ์ชัย แก้ววรรณีสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด ในฐานะผู้ถูกร้องที่ 2 ขึ้นเบิกความว่า ไม่รู้จักนายสมัคร เป็นการส่วนตัวก่อนจะติดต่อให้เป็นพิธีกรในปี 2543 การให้ค่าตอบแทนจะคิดในอัตราในลักษณะนักแสดงและพิธีกรทั่วไป กระทั่งเมื่อนายสมัครเป็รผู้ว่าฯกทม.ก็ยุติไปช่วงหนึ่ง และนำเทปรายการเก่ามาตัดต่อก็สามารถออกอากาศไปได้ประมาณ 7-8 เดือน ช่วงการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม2550 ทำหนังสือสอบถาม ซึ่งนายสมัครทำหนังสือตอบกลับมาว่า ได้ให้ฝ่ายกฎหมายดูแล้ว สามารถทำได้ เพราะเป็นรับจ้าง ไม่ใช่ลูกจ้างตามที่รัฐธรรมนูญห้ามไว้ แต่จะไม่รับค่าตอบแทนใดๆ ซึ่งทางบริษัทก็ได้จ่ายเป็นค่าน้ำมันให้กับคนขับรถของนายสมัคร โดยคิดค่ารถเป็นกิโลเมตรหารเฉลี่ยค่าน้ำมันไปกลับ และบวกเพิ่มอีก 10- 15% รวมทั้งค่ากับข้าว
"หลังจากนายสมัครดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็มีการบันทึกเทปรายการชิมไปบ่นไปและยกโขยงหกโมงเช้าอีก 2-3 ครั้ง รวมทั้งในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาก็บันทึกเทปที่บ้านพักของนายสมัคร แต่เทปดังกล่าวไม่ได้ออกอากาศ จนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ นายสมัครจึงสั่งให้ยกเลิกการเป็นพิธีกร และไม่ให้นำเทปที่อัดไว้ออกอากาศ ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการนำฐานะนายกรัฐมนตรีไปหาโฆษณา แต่สัญลักษณ์ของรายการที่เป็นรูปการ์ตูนพ่อครัวจมูกชมพู่ เป็นการแสดงถึงตัวตนของนายสมัครในทางส่วนตัว ไม่ใช่ในฐานะนายกฯ"นายศักดิ์ชัย กล่าว
เมื่อการไต่สวนพยานเป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมงเสร็จสิ้นลง ทางคณะตุลาการขอประชุมชั่วคราว 15 นาทีเพื่อกำหนดวันนัดฟังคำวินิจฉัย จากนั้นนายชัช ออกนั่งบัลลังก์พร้อมคณะตุลาการฯอ่านคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 9 กันยายน
2ฝ่ายต่างเกทับมั่นใจในคำตัดสิน
ภายหลังการไต่สวนเสร็จสิ้น นาย เรืองไกร กล่าวว่า พอใจในการตอบคำถามของนายสมัคร ที่เอาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายมาพูดและพร้อมยอมรับคำวินิจฉัยของศาลไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ขณะที่ นาย ธนา เบญจาธิกุล ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนายสมัคร กล่าวว่า จากการสืบพยาน ค่อนข้างมั่นว่าข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า นายกรัฐมนตรีไปดำรงตำแหน่งใดๆ หรือเป็นลูกจ้างบริษัทเอกชน อย่างไรก็ตามหากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาอย่างไรก็ต้องเคารพและถือว่าเป็นที่สิ้นสุด และเป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฏรที่จะเสนอผู้สมควรเป็นนายกฯต่อไป แต่ตำแหน่งส.ส.ของนายสมัครก็ยังคงอยู่
ส่วนสาเหตุที่นายสมัครเปลี่ยนใจมาให้การด้วยตัวเองทั้งที่ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าจะขอเลื่อนการให้ปากคำ นายธนา กล่าวว่า นายกฯตัดสินใจว่าอยากมาชี้แจงให้เรื่องได้จบไป เพราะหากไม่มา บางทีคนที่จะวินิจฉัยก็ไม่รู้จะเอาข้อเท็จจริงตรงไหน หากจะจับเอาข้อเท็จจริงในเอกสารก็อาจจะคลาดเคลื่อนจากเรื่องที่เจ้าตัวรู้ดีที่สุด


ที่มา:http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1220885755&grpid=00&catid=01