วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2551

พันธมิตรฯ เคลื่อนพลประกาศแสนยานุภาพไปทั่วถนนราชดำเนิน

ย้ำเจตนารมณ์คัดค้านแก้รัฐธรรมนูญฟอกมาร พร้อมลั่นสัจจะวาจาต่อหน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย รัฐบาลหุ่นเชิดฟอกมารยื่นแก้รธน.เมื่อไหร่ เป่านกหวีดระดมพลต้านภายใน7วัน

วันนี้( 2 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่เวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สะพานมัฆวานรังสรรค์ ตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมา พันธมิตรฯ ยังคงทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่องตามปกติเหมือนเช่นทุกวัน โดยทีมนักรบศรีวิชัยและการ์ดอาสา ซึ่งเป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยกำลังหลักของพันธมิตรฯ ได้เร่งเตรียมความพร้อมเพื่ออารักขาความปลอดภัยให้กับประชาชนที่มาร่วมชุมนุมเป็นจำนวนมาก นายสมศักดิ์ โกศัยสุข หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ เปิดเผยว่า การเคลื่อนขบวนของพี่น้องพันธมิตรฯ วันนี้ จะเคลื่อนไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและไปที่ด้านหน้าวัดพระศรีรัตนศาสดารามด้วย เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้คุ้มครองบ้านเมืองและพี่น้องที่รักชาติ ปลอดภัยระหว่างการต่อสู้กับทรราช จนกว่าคนพวกนี้จะออกไป เมื่อเสร็จสิ้นพิธีการก็จะกลับมาชุมนุมต่อที่สะพานมัฆวานฯ เหมือนเดิม ทั้งนี้ พันธมิตรฯ มีกำหนดการเคลื่อนพลจากสะพานมัฆวานฯ ไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อย้ำเจตนารมณ์ในการปกป้องชาติ อธิปไตย และต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยจะเป็นการแสดงพลังของผู้รักชาติ เพื่อให้สื่อ และรัฐบาลเห็นว่าประชาชนไม่ต้องการรัฐบาลนี้อีกต่อไป สำหรับแผนการเคลื่อนขบวนเบื้องต้นนั้น มีรายงานว่า พันธมิตรฯ ได้เตรียมจัดขบวนเป็นหลายๆทัพ พร้อมเพิ่มกำลังหน่วยรักษาความปลอดภัยอีกหลายพันคน โดยมีนายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรฯ และนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ นำขบวนเดินเท้าออกไปยังอนุสาวีย์ประชาธิปไตย ขณะที่พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ จะอยู่เป็นหลักที่สะพานมัฆวานฯ เพื่อดูแลความเรียบร้อยสำหรับประชาชนบางส่วนโดยเฉพาะผู้สูงอายุ ที่ไม่สามารถร่วมเดินเท้าไปกับขบวนได้ อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ รัฐบาลพรรคพลังประชาชน ได้ประกาศท่าทียื่นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 1ส.ค.ที่ผ่านมา แต่ได้มีการเลื่อนกะทันหันไปเป็นวันที่ 18 ส.ค.51 ขณะที่กลุ่มนปก. ก็ได้มีการประกาศชุมนุมใหญ่ที่สนามหลวงในวันที่ 1-2ส.ค.นี้ แต่ก็ได้มีการยกเลิกไปในที่สุดเช่นกัน




ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขบวนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เคลื่อนตัวออกจากสะพานมัฆวานรังสรรค์แล้ว โดยเมื่อเวลา 10.00น. หัวขบวนที่นำโดยแกนนำพันธมิตรฯ ได้ถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแล้ว และขณะนี้ทีมรักษาความปลอดภัยได้เร่งเคลียร์พื้นที่การจราจรเพื่อให้ขบวนพี่น้องประชาชนได้โอบล้อมรอบอนุสาวีย์ฯได้ มีรายงานว่าจนถึงขณะนี้ คลื่นประชาชนที่มาร่วมเดินขบวนมีมหาศาลมาก โดยท้ายขบวนยังเคลื่อนตัวไม่พ้นสะพานมัฆวานฯเลย ขณะที่รถบรรทุกอีกคันหนึ่ง มีตั้ว ศรัญญู วงศ์กระจ่าง, วงซูซู, สุกัญญา มิเกล ร่วมขบวนมาด้วย พร้อมๆกับเล่นดนตรีมาตลอดการเดินเท้า เพื่อให้กำลังใจพี่น้องประชาชนที่ร่วมเดินขบวนมา อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลา10.30น. แกนนำพันธมิตรฯ และทีมการ์ดอาสา ได้จัดขบวนโอบล้อมรอบอนุสาวรีย์ฯเสร็จ พร้อมกับตั้งเวทีชั่วคราว โดยมีแกนนำพันธมิตรฯ ขึ้นเวทีหมุนเวียนกันปราศรัย จากนั้นเมื่อเวลา 10.50น. นายสมศักดิ์ ได้อ่านคำประกาศพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เรื่อง ยืนหยัดพิทักษ์การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อเวลา 11.18น. นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรฯ ได้นำประชาชนหน้าเข้าหาอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พร้อมลั่นสัจวาจาพร้อมกันว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่รัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติ ยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 พันธมิตรฯจะเป่านกหวีดทันทีภายใน 7วัน ภายหลังลั่นสัจจะวาจาพันธมิตรฯ ได้เคลื่อนขบวนต่อไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อเวลา 12.00น. หัวขบวนพันธมิตรฯ ที่ทำหน้าโดยการ์ดอาสา นักรบศรีวิชัย และรถบรรทุกเครื่องเสียงของแกนนำฯ ได้มาถึงข้างสนามหลวง ใกล้กับศาลหลักเมืองแล้ว เมื่อเวลา 12.27น. นายสุริยะใส เป็นตัวแทนนำพี่น้องพันธมิตรฯ ยืนสงบนิ่งหันหน้าไปทางวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพราะถวายพระสักการะพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จากนั้นได้นำกล่าวอธิษฐาน และถวายสักการะพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) พระสยามเทวาธิราช พระหลักเมือง พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง เจ้าพ่อหอกลอง และดวงพระวิญญาณอดีตสมเด็จพระบูรพกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทย





วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

อภิสิทธิ์ จี้รัฐบาลหาตัวผู้อยู่เบื้องหลังเหตุปะทะกันที่ จ.อุดรธานี

พรรคประชาธิปัตย์ 25 ก.ค. – “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” จี้รัฐบาลดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่กระทำผิดในการปะทะกันที่ จ.อุดรธานี พร้อมหาตัวผู้อยู่เบื้องหลังเหตุปะทะกันดังกล่าวมาลงโทษ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเหตุการณ์ที่มีการปะทะและทำร้ายร่างกายกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ จ.อุดรธานี ได้รับบาดเจ็บสาหัส ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ควรจะเกิดขึ้นและเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ ซึ่งคงต้องย้ำว่าการใช้สิทธิเสรีภาพของทุกฝ่ายต้องอยู่ในขอบเขตของรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าใครจะมีเหตุผลอย่างไร เห็นด้วยกับใครหรือไม่ก็ตาม ไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะทำร้ายผู้อื่น และไม่มีกฎหมายที่ไหนที่จะอนุญาตให้ใช้ความรุนแรง ดังนั้น เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะรัฐบาลต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาดเอาคนผิดมาลงโทษ และสาวให้ถึงผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ เพื่อพิสูจน์ให้ทุกฝ่ายเห็นว่าบ้านเมืองมีกฎหมาย ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่ากลุ่มใดก็ตามมีความเห็นตรงกับรัฐบาลแล้วจะอยู่เหนือกฎหมาย
"เหตุการณ์ในครั้งนี้ใครจะใช้สิทธิอย่างไร เป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ไม่ควรมีการทำร้าย ดังนั้น เจ้าหน้าที่และรัฐบาลต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาดจับกุมคนที่กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องยาก เพราะมีภาพเห็นชัดเจนอยู่แล้ว และถ้าได้ตัวมาแล้วต้องสาวให้ถึงเบื้องหลังด้วย และต้องดูอย่างจริงจัง เพราะการทำผิดกฎหมายที่เกิดขึ้นน่าจะทำเป็นกระบวนการ" นายอภิสิทธิ์ กล่าว สำหรับกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสนอให้กลุ่มพันธมิตรฯ ยุติการเคลื่อนไหวเพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหานั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้า ร.ต.อ.เฉลิม พูดเช่นนี้ ถือว่าไม่มีความเหมาะสมที่จะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือเป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยต่อไป เพราะทุกคนมีหน้าที่รักษากฎหมาย และถ้า ร.ต.อ.เฉลิม ต้องการขอร้องกลุ่มพันธมิตรฯ ให้หยุดเคลื่อนไหว สามารถทำได้ แต่สิ่งที่ต้องทำให้เห็นคือเอาคนผิดมาลงโทษ ซึ่งรัฐบาลต้องให้ความสนใจในเรื่องนี้ แต่ถ้า ร.ต.อ.เฉลิม ไปข้องเกี่ยวหรืออยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถือว่าใช้ไม่ได้ เพราะทุกฝ่ายต้องการเห็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชน ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าตำรวจในพื้นที่ที่อยู่ในเหตุกาณ์กลับปล่อยให้กลุ่มพันธมิตรฯ ถูกทำร้ายต่อหน้าต่อตานั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่เห็นภาพทั้งหมด แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่ต้องดำเนินการ และเตรียมการให้ดี เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก ไม่เช่นนั้นจะเกิดความวุ่นวาย ทั้งนี้ส่วนตัวยังหวังว่าทุกอย่างจะคลี่คลายไปได้ด้วยดี

ที่มา : สำนักข่าวไทย

พล.อ.ปรีชา” นับถอยหลัง “หุ่นเชิด” เหลือเวลา 5 วัน


ประธานฯ พลังแผ่นดิน นับถอยหลังรัฐบาลหุ่นเชิด ให้เวลาอีก 5 วัน เก็บของจากทำเนียบ เผย ทหาร “ลำปาง-นครสวรรค์” เริ่มออกมาแล้ว ย้ำชัด “รัฐบาลฆาตกร” หมดความชอบธรรม หลังตั้ง “ขวัญชัย” หัวโจกม็อบสามานย์ เป็น ขรก.การเมืองประจำสำนักนายกฯ จี้ ผบ.ตร.จับ “หมัก” พร้อม ครม.ทั้งคณะ ก่อนทหาร และ ปชช.ลงมือเอง

เมื่อเวลาประมาณ 19.25 น.วันที่ 27 ก.ค.พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ อดีตรองเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก ในฐานะประธานคณะกรรมการพลังแผ่นดินพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ขึ้นปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ ที่สะพานมัฆวาน ว่า เหลืออีก 5 วันแล้ว สำหรับรัฐบาลอาชญากร เวลาสิ้นสุดของท่านกำลังจะมาถึง เพราะสัญญาณออกมาแล้ว ที่นครสวรรค์ ทหารได้ออกมาแล้ว ตนไม่แปลกใจ เพราะเพิ่งลงมาจากลำปาง นี่คือ สัญญาณอันตรายสำหรับรัฐบาลอาชญากร

“ท่านจะออกไปเอง หรือให้กองทัพประชาชน และทหาร จัดการกับท่าน ผมไปลำปางเพื่อเช็กสภาพของกองทัพประชาชน และทหาร ซึ่งร่วมมือกับเรา ได้เป็นที่แน่นอนแล้วว่าทหารอยู่กับประชาชน ทหารลำปาง ทหารนครสวรรค์ มั่นใจว่าถ้าต้องรบกับเขมรก็จะชนะ”

พล.อ.ปรีชา กล่าวว่า คนเราจะมีความกล้าหาญและสละชีวิตได้นั้น ต้องฝึกตัวเองเสียสละจากสิ่งน้อยไปสู่สิ่งใหญ่คือชีวิต ทหารลำปาง นครสวรรค์ ได้ทำแล้ว เขาไม่ยึดติดกับตำแหน่งแม้จะถูกปลดก็ตาม พวกเขาบอกว่าเป็นไงเป็นกัน นั่นคือ สัญญาณที่จะให้ท่านรู้ว่าท่านทำผิดชัดเจน ท่านเป็นอาชญากร เพราะท่านตั้งอาชญากรมาเป็นข้าราชการการเมือง (กรณีการตั้ง นายขวัญชัย ไพรพนา เป็นข้าราชการการเมืองประจำสำนักนายกรัฐมนตรี)

พล.อ.ปรีชา กล่าวอีกว่า เป็นสิ่งพิสูจน์แล้วว่า รัฐบาลนี้ไม่ได้ปกครองโดยหลักนิติธรรม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 เขาไม่มีความชอบธรรม ตำรวจต้องจับ ถ้าไม่จับถือว่าสมรู้ร่วมคิด แม้กระทั่งทำโดยเปิดเผย

“พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ต้องจับตั้งแต่นายกฯ ไปถึงรัฐมนตรีทุกคน ก่อนที่ทหารจะจัดการกับท่านด้วย วันนี้ผมไม่พูดมาก ผมจะทำแล้ว” พล.อ.ปรีชา กล่าว

วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ทักษิณฟ้อง 'สนธิ' กับพวกเรียก 100 ล้าน

ทักษิณฟ้อง 'สนธิ' กับพวกเรียก 100 ล้าน
มาจาก ไทยรัฐปีที่ 59 ฉบับที่ 18445 วันอังคาร ที่ 22 กรกฎาคม 2551
ที่ศาลแพ่ง วันที่ 21 ก.ค. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้นายวานิจ ปิณฑวนิช ทนายความ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริษัท เอเอสทีวี (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทไทยเดย์ดอทคอม จำกัด เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานละเมิด เรียกค่า เสียหาย 100 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยโจทก์ฟ้องว่า ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค. 51 ถึงปัจจุบัน จำเลย กับพวก รวม 5 คน ประกอบด้วย นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และนายสมศักดิ์ โกสัยสุข ในนามกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ร่วมกันจัดการชุมนุม และเปิดเวทีปราศรัย ตามสถานที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
กล่าวให้ร้ายจนได้รับความเสียหาย
โดยจำเลยกับพวกออกแถลงการณ์รวม 5 ฉบับ อีกทั้งจำเลยยังได้กล่าวปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ เมื่อคืนวันที่ 25, 26 และ 31 พ.ค. 51 มีเนื้อหาให้ร้ายโจทก์ ขอให้ศาลลงโทษจำเลยตาม ความผิดด้วย ศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณา และนัดชี้สองสถาน วันที่ 27 ต.ค.นี้ เวลา 13.30 น. นอกจากนี้โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉินเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่ง ห้ามไม่ให้จำเลยที่ 1 กระทำการอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ รวมทั้งห้ามนำเอาถ้อยคำที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นโจทก์มากล่าวในทางเสียหาย และห้ามจำเลยที่ 2 และ 3 เผยแพร่ถ้อยคำของจำเลยที่ 1 ซึ่งอาจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย
ทนายเบิกความเหตุขอศาลสั่งคุ้มครอง
นายวานิจ ปิณฑวนิช ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ขึ้นเบิกความยืนยันถึงความจำเป็น ที่ต้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เนื่องจากจำเลยได้กล่าวให้ พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวให้ได้รับความเสียหาย และถูกดูหมิ่น เกลียดชัง จากประชาชนทั่วไป รวมทั้งส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งนี้ การไต่สวนนายวานิจ ยังไม่แล้วเสร็จ ศาลนัดไต่สวนต่ออีกครั้ง และให้ทนายจำเลยได้ซักค้าน โดยกำหนดไต่สวนในวันที่ 23 ก.ค.นี้ เวลา 13.30 น.
ทัพบกแจ้งจับ ดา ตอร์ปิโด หมิ่นเบื้องสูง
วันเดียวกัน พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ด้วยกองทัพบกได้รับทราบข้อมูลว่า นางดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ “ดา ตอร์ปิโด” ได้ขึ้นกล่าวปราศรัยในการชุมนุม ที่ท้องสนามหลวงเมื่อวันที่ 18 ก.ค.51 โดยมีการใช้ถ้อยคำดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันเบื้องสูง อันเป็นการกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และถือเป็นการมิบังควรอย่างที่สุด กองทัพบกจึงมีหนังสือด่วนที่สุด เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 51 ถึงผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ให้ดำเนินคดีกับนางดารณี หากพบว่ามีการกระทำความผิดจริง ทั้งนี้ กองทัพบกในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่ในการเทิดทูนไว้ ซึ่งสถาบัน ชาติ ศาสนา พระ มหากษัตริย์ จะดำเนินการในทุกวิถีทางเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำใดๆ อันเป็นการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทโดยเด็ดขาด ทั้งนี้ กองทัพบกจะติดตามผลของการดำเนินคดีในเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิดต่อไป
นปก.ระดมพลไล่ ป.ป.ช.-ปชป.
อีกด้านความเคลื่อนไหวของเครือข่ายกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอดีตแนวร่วม นปก.นั้น ยังคงปักหลักเปิดเวทีเสียงประชาชน ที่บริเวณท้องสนามหลวงฝั่งทิศใต้ โดยมีแกนนำคนสำคัญ อาทิ นายสุชาติ นาคบางไทร นายชูชีพ ชีวสุทธิ นายชินวัตร หาบุญพาด นายชูพงศ์ ถี่ถ้วน สลับสับเปลี่ยนขึ้นเวทีปราศรัยโจมตีกลุ่มพันธมิตรฯ พรรคประชาธิปัตย์ อย่างรุนแรง โดยในวันที่ 22 ก.ค. ขอเชิญพี่น้องประชาชนไปรวมตัวให้กำลังใจรัฐบาลในเวลา 08.00 น. จากนั้นก็จะเคลื่อนขบวนไปขับไล่ กกต. พรรคประชาธิปัตย์ และ ป.ป.ช. ซึ่งวันเดียวกัน นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ออกประกาศเชิญชวนผู้รักประชาธิปไตย มารวมพลังชุมนุมที่หน้า ป.ป.ช. ถนนพิษณุโลก เพื่อเรียกร้องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ลาออกทั้งคณะ ในวันที่ 22 ก.ค. เวลา 10.00-12.00 น.
พันธมิตรเดินสายไปปราศรัยชลบุรี
ที่หน้าอำเภอเมืองชลบุรี ช่วงเย็นวันเดียวกัน กลุ่มพันธมิตรเครือข่ายจังหวัดชลบุรี ได้จัดตั้งเวทีขนาดใหญ่ให้แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขึ้นปราศรัย ประกอบด้วย นายศิริชัย ไม้งาม ประธานสหภาพแรงงานการไฟฟ้าแห่งประเทศไทย นายพิภพ ธงไชย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสุริยะใส กตะศิลา และนายการุณ ใสยงาม ก่อนเริ่มปราศรัยได้เชิญชวนแนวร่วม ยืนไว้อาลัยให้กับนายสุวิทย์ วัดหนู แกนนำพันธมิตรบางละมุง ที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้ จากนั้นเริ่มกล่าวโจมตีรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และคณะต่างๆนานา รวมทั้งกล่าวถึง “ดา ตอร์ปิโด” ที่พูดถึงสถาบันด้วย โดย พล.ต.ต.บัณฑิต คุณจักร์ ผบก.ภ.จ.ชลบุรี จัดกำลังตำรวจกว่า 300 นาย ไว้ควบคุมฝูงชน พร้อมตรวจค้นผู้มาร่วมฟัง

รัฐบาลล้มรายการโต้เอเอสทีวี

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 21 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงกรณีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ระบุว่าจะให้มีการจัดรายการของทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ช่วงเวลา 22.00 น. เริ่มตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค. เป็นต้นไป เพื่อตอบโต้สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีที่มีการโจมตีรัฐบาลอย่างต่อเนื่องว่า หลังจากที่นายกฯมีแนวคิดดังกล่าว ทางทีมโฆษกรัฐบาล ได้ประสานไปยังสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที พบว่าช่วงเวลาดังกล่าวสถานีมีสัญญาผูกพันกับบริษัทเอกชนที่เช่าเวลาผลิตรายการร่วมกับสถานี และยังไม่หมดอายุสัญญา เมื่อประสานไปยังเอกชน ได้รับคำยืนยันว่าพร้อมจะผลิตรายการต่อไป ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับรายการของเอ็นบีทีและเอกชน และป้องกันข้อกล่าวหาต่างๆ จึงจำเป็นต้องยุติการออกอากาศรายการในวันที่ 21 ก.ค.นี้ ไปก่อนแต่แนวคิดที่จะมีรายการเสนอผลงานนโยบายของรัฐบาลผ่านทางเอ็นบีที หรือทีพีบีเอสยังคงมีอยู่ต่อไป ขึ้นอยู่กับว่าจะประสานงานกับทั้ง 2 สถานี ว่าจะเริ่มต้นได้เมื่อใด ทั้งนี้ จะให้ทีมโฆษกรัฐบาลเพิ่มความถี่การแถลงข่าวตอบโต้ทางการเมืองให้มากขึ้น เพราะจะให้อีกฝ่ายหยุด แต่อีกฝ่ายยังคงรุกไล่ต่อไปเรื่อยๆไม่ได้
ปรับเกมลุยดึง “วีระ” ลับฝีปาก
นายณัฐวุฒิกล่าวว่า แม้ไม่มีการออกอากาศรายการของสำนักโฆษกรัฐบาลในวันที่ 21 ก.ค.นี้ แต่จะมีรายการ “ชาวสนามหลวง” มาแทนรายการ “ข่าวหน้า 4” ที่ออกอากาศอยู่เดิมในเวลา 22.00-23.00 น. ทางสถานีเอ็นบีที รายการใหม่นี้จะดำเนินรายการโดยนายวีระ มุสิกพงศ์ อดีตแกนนำ นปก. แต่ยังเป็นรายการของผู้ผลิตเอกชนรายเดิมอยู่ เพียงแต่ได้เปลี่ยนชื่อรายการพร้อมกับปรับปรุง รูปแบบรายการใหม่ให้เป็นลักษณะวิเคราะห์สถานการณ์การเมือง เพื่อเรียกเรตติ้งให้ดีขึ้น เท่าที่ทราบการออกอากาศคืนแรกในวันที่ 21 ก.ค.นี้ นายวีระจะเชิญตนและนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชนไปร่วมรายการด้วย ส่วนจะมีการเชิญบุคคลใดไปเป็นแขกรับเชิญของรายการบ้างขึ้นอยู่กับนายวีระ ยืนยันรายการใหม่นี้ไม่ได้เป็นรายการนอมินีที่มาแทนรายการของสำนักโฆษกฯ เป็นรายการของผู้ผลิตเอกชนรายเดิม
“อภิสิทธิ์” ติง “สมัคร” ใช้สื่อเอ็นบีที
ส่วนความเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้าน วันเดียวกัน ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ประกาศใช้สถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีในช่วงเวลาสี่ทุ่มถึงห้าทุ่มเพื่อตอบโต้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า สถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีเป็นสถานีของรัฐ แต่ไม่ใช่รัฐจะนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด และเอ็นบีทีไม่ใช่สถานีที่ตั้งขึ้นมาเพื่อตอบโต้กลุ่มพันธมิตรฯ หากทำอย่างนี้ก็ถือว่าไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ รัฐบาลชุดนี้ชอบพูดเสมอว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีมาก หลักการใหญ่ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือ สถานีของรัฐไม่ใช่เครื่องมือทางการเมืองของรัฐบาล
แขวะนายกฯจับหัวโจกล้มรัฐบาล
เมื่อถามว่าในรายการสนทนาประสาสมัครดูเหมือนว่านายกฯจะยอมรับชะตากรรมว่าอายุรัฐบาลกำลังนับถอยหลังมองอย่างไร นายอภิสิทธิ์ตอบว่า อยู่ที่ข้อเท็จจริงและควรปล่อยให้กระบวนการต่างๆ ทำงานอย่างอิสระโดยทุกคนต้องยอมรับกติกา
“ผมอยากย้ำว่านายกฯไม่ควรคิดว่าการที่ กกต.ส่งเรื่องรายการชิมไปบ่นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นการฆ่าท่าน อย่าคิดหวาดระแวงว่าทุกอย่างเป็นเรื่องจ้องล้มรัฐบาล หรือเห็นทุกกระบวนการเป็นศัตรูไปหมด การที่นายกฯพูดถึงแผนการต่างๆ ในรายการผมไม่เคยคิดว่ามี แต่ถ้าหากนายกฯมีหลักฐานควรนำออกมาแสดงด้วยไม่ใช่พูดลอยๆ ถ้ามีหลักฐานจริงหรือมีการกระทำที่ส่อว่าผิดกฎหมายจริงก็ดำเนินการเพราะมีอำนาจในมืออยู่แล้ว” นายอภิสิทธิ์กล่าว
ซัดมีพฤติกรรมสวนทางคำพูด
ต่อข้อข่าวถามว่า นายกฯมักโทษเสมอว่ากำลังมีการใช้สื่อปลุกระดมเพื่อโค่นล้มรัฐบาล แต่ตอนนี้มีการใช้สื่อของรัฐตอบโต้มองอย่างไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ได้ย้ำว่ารัฐบาลได้ประกาศนโยบายเรื่องสมานฉันท์ แต่ผู้นำรัฐบาลกลับไม่มีท่าทีสมานฉันท์เลย ส่วนการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในจังหวัดต่างๆที่เริ่มมีการปะทะกันระหว่างประชาชนมากขึ้นนั้น นายอภิสิทธิ์ เห็นว่าเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายควรระมัดระวังหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวที่จะนำไปสู่การเผชิญหน้า อยากให้เห็นใจเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติด้วย เพราะไม่ว่าจะเป็นใครก็หนักใจ เนื่องจากต้องระมัดระวัง ทางที่ดีที่สุดทุกฝ่ายอย่าไปสร้างความหนักใจ ใช้สิทธิเสรีภาพตามขอบเขต

โผปรับ ครม.“เด็กนาย”อยู่ถ้วนหน้า - “หมัก”จัดเองแค่ลมปาก

โดย ผู้จัดการออนไลน์
22 กรกฎาคม 2551 09:22 น.
แย้มโผปรับ ครม.“หมัก” คาด“วิกรม-ปานปรีย์”คนใกล้ชิดนายใหญ่มาแน่ ด้าน“เลี้ยบ”หลุดจากคลังไปพาณิชย์ โยก“มิ่ง”นั่งรองฯ ควบ รมต.สำนักนายกฯ “เหลิม-สมพงษ์”สลับเก้าอี้มหาดไทย-ยุติธรรม “สันติ”เด็กเส้นบ้านจันทร์ฯ เกาะคมนาคมแน่น เผยโควตากลุ่ม“พลังแม้ว”ยังคงเดิม “หมัก”จัดโผเองแค่ลมปาก ขณะหลายมุ้งเริ่มเขม่น “เนวิน”วางอำนาจ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้(21ก.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ยกเลิกวาระงานในช่วงบ่าย ที่จะเดินทางไปถวายภัตตาหารเพล แด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่โรงพยาบาลจุฬา และสมเด็จพระพุฒาจารย์วัดสระเกศ (สมเด็จเกี่ยว) ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราชฯ วัดสระเกษ และได้ทำการหารือกับคนใกล้ชิดในการปรับ ครม.ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ขณะที่ในวันนี้เวลา 17.00 น.นายสมัครมีกำหนดการเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทูลเกล้าถวายเงินรายได้ตามโครงการจัดทำเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ณ ศาลาเริง วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รายงานข่าวจากพรรคพลังประชาชนแจ้งว่า สำหรับรายชื่อ ครม.ชุดใหม่ตอนนี้ลงตัวแล้วระดับหนึ่ง เน้นการปรับรัฐมนตรีด้านการเมืองเป็นหลัก ส่วนด้านเศรษฐกิจนั้นปรับเล็กน้อย โดยข้อตกลงเบื้องต้นจะมีการปรับครม.ประมาณ 12-14 ตำแหน่ง โดยคนนอกที่จะเข้ามาร่วมงานมีประมาณ 2 คน คือ1.นายวิกรม คุ้มไพโรจน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอนที่มีภรรยาเป็นผู้รับใช้ใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขณะอยู่ที่ลอนดอน จะมาเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 2.นายปานปรีย์ มหิธานุกร ที่ปรึกษารองนายกฯ (น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ) จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 3.นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ จะไปเป็นรองนายกฯ หรือรองนายกฯ ควบรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีดูแลงานด้านสื่อสารมวลชน 4.ส่วน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยปัจจุบันจะไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม 5.นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ส่วนนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.คมนาคม ที่มีปัญหาเรื่อวุฒิการศึกษา และมีข่าวว่าจะถูกปรับออกนั้นจะยังคงเป็น รมว.คมนาคมต่อไป เพราะเป็นใบสั่งจากบ้านจันทร์ส่องหล้า รวมทั้งนายสันติเป็นคนใกล้ชิดนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล อดีต รมว.คมนาคม ซึ่งมีความสนิทสนมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิง พจมาน ชินวัตร ส่วนโควตากลุ่มต่างๆ ภายในพรรคนั้น ก็ยังคงเหมือนเดิม โดยแต่ละกลุ่มจะส่งตัวแทนมาเป็นรัฐมนตรี ซึ่งจะตรงกันข้ามกับสิ่งนายสมัคร เคยประกาศไว้ว่าจะเป็นคนพิจารณาผู้ที่จะมาเป็นรัฐมนตรีด้วยตัวเอง แต่ตอนนี้รายชื่อเบื้องต้นของผู้ที่จะมารัฐมนตรีได้สรุปแล้ว แต่ยังไม่ลงว่าจะไปอยู่ในกระทรวงใด โดยในส่วนของภาคเหนือคือ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล ส.ส.แพร่ ในส่วนของกลุ่มอีสานพัฒนาคือ นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ส.ส.เลย หรือนายเจริญ จรรย์โกมล ส.ส.ชัยภูมิ ในส่วนของภาคกลางคือนายวิทยา บูรณะศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา และก่อนหน้านี้ยังมีชื่อของนายอุดมเดช รัตนเสถียร ส.ส.นนทบุรี ร่วมอยู่ด้วยแต่ภายหลังชื่อนี้น่าจะตกไป ส่วนโควตาของกลุ่มอีสานใต้ เช่น นายสุพล ฟองงาม รมช.มหาดไทย นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.คมนาคม นายพงศกร อรรณพพร รมช.ศึกษาธิการ น่าจะถูกปรับออก ส่วนนายธีระชัย แสนแก้ว รมช.เกษตรฯ จะถูกย้ายไปอยู่ในกระทรวงอื่น และตอนนี้กำลังพิจารณาบุคคลในพรรคอยู่ ทั้งนี้มีข่าวอีกว่า แม้กลุ่มต่างๆ พยายามจะต่อรอง เช่นกลุ่มอีสานใต้ ไม่ให้ปรับโควตาของกลุ่มแต่ก็ไม่เป็นผล เพราะยังมีข้อมูลบางด้านในพรรคบอกว่านายเนวิน ชิดชอบ หัวหน้ากลุ่มอีสานใต้ พยายามอ้างตัวเองว่ามีอำนาจในการเสนอรายชื่อบุคคลเข้าเป็น ครม.ชุดใหม่ ทำให้หลายกลุ่มไม่พอใจ และส่งผู้ใหญ่ในพรรคไปคุยกับนายเนวินว่าอย่าทำแบบนั้น

วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

โพลชี้วัยรุ่นเมืองกรุงกว่า 50% ไม่ไว้วางใจรัฐบาล

วันนี้ (26 มิถุนายน) สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เกี่ยวกับ "การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล กรณีเขาพระวิหารและบทบาทของกองทัพในสถานการณ์ปัจจุบัน" ผลปรากฏว่า กลุ่มตัวอย่างที่ฟังการอภิปรายฯ แล้วมีเสียงไว้วางใจและไม่ไว้วางใจรัฐบาลก้ำกึ่งกัน คือ ร้อยละ 50.3 ระบุว่าไม่ไว้วางใจรัฐบาล ขณะที่ร้อยละ 49.7 ระบุไว้วางใจ แต่เมื่อจำแนกตามช่วงอายุพบว่า กลุ่มคนที่อายุมากตั้งแต่ 50 ปีขึ้นส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 62.0 ไว้วางใจรัฐบาล แต่กลุ่มคนที่อายุน้อยกว่า 20 ปี เกินครึ่งหรือร้อยละ 55.1 ไม่ไว้วางใจรัฐบาล ส่วนความคิดเห็นของประชาชนต่อรัฐบาลในการตัดสินใจดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องปราสาทพระวิหาร พบว่าประมาณ 2 ใน 3 คือ ร้อยละ 65.5 ระบุว่าควรชะลอไว้ก่อน เนื่องจากเกรงว่าถ้าตัดสินใจผิดพลาดจะต้องเสียดินแดน/ มีผลประโยชน์ทับซ้อน/ รอค้นหาข้อมูลให้มากที่สุดก่อน ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 34.5 ระบุรัฐบาลควรดำเนินการต่อไป โดยให้เหตุผลว่าต้องการให้ดำเนินการทุกอย่างอย่างโปร่งใส/ อยากให้เราได้เขาพระวิหารกลับคืนมา/ จะได้ยุติปัญหาระหว่างประเทศ ตามลำดับ เมื่อสอบถามถึงความพึงพอใจต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองในสถานการณ์การเมืองปัจจุบันนี้ พบว่าร้อยละ 60.6 ระบุพอใจมาก-มากที่สุด ในขณะที่ร้อยละ 27.7 ระบุปานกลาง และร้อยละ 11.7 ระบุน้อย-ไม่พอใจเลย นอกจากนี้เมื่อสอบถามตัวอย่าง ถึงสิ่งที่อยากให้กองทัพทำมากที่สุดในสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ผลปรากฏว่าร้อยละ 46.1 ระบุอยากให้ทหารวางตัวเป็นกลางทางการเมือง ร้อยละ 30.9 ระบุให้ดูแลความสงบเรียบร้อยของประชาชนและบ้านเมือง ร้อยละ 9.7 ระบุควบคุมสถานการณ์อยู่วงนอก ร้อยละ 6.8 ระบุสลายการชุมนุม และร้อยละ 6.5 ระบุติดตามการบริหารบ้านเมืองอย่างใกล้ชิด/ ดูแลด้านความมั่นคง/ ดูแลปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ ตามลำดับ

www.teenee.com